กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม
A- A A+
วิสัยทัศน์ "เป็นองค์กรในการส่งเสริม คุ้มครอง และสร้างหลักประกันสิทธิเสรีภาพ และสิทธิมนุษยชนสู่ความเป็นสากล" Vision “To be an organization for promotion, protection and guarantee of rights, liberties and human rights with a determination to achieve international standards.” ค่านิยม T="Team work" O="Organization Of Learning" P="Professional" S="Service Mind" คติประจำกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ "คุ้มครองคน คุ้มครองสิทธิ สร้างวิถีชีวิต แห่งความเป็นธรรม"

 การรณรงค์เปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิต

 

1. ทำไมทั่วโลกถึงให้ความสำคัญกับการยกเลิกโทษประหารชีวิต

แนวโน้มของการใช้โทษประหารชีวิตในหลายประเทศทั่วโลกมีจำนวนลดลงเรื่อยๆ จำนวน 141 ประเทศ หรือ 3 ใน 4 ที่มีการยุติโทษประหารชีวิตทั้งในทางกฎหมายและทางปฏิบัติแล้ว เหลือเพียง 57 ประเทศ
(โดยประเทศกินีเป็นประเทศล่าสุดที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดทางอาญาทั่วไป) ซึ่งหนึ่งในนั้น
คือ ประเทศไทยที่ยังคงมีโทษประหารชีวิตอยู่ ทั้งนี้ เหตุผลสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิต ได้แก่ การประหารชีวิตถือว่าขัดหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในการมีชีวิตอยู่  ระบบยุติธรรมทางอาญาย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดการเลือกปฏิบัติ และนักโทษประหารชีวิต โดยส่วนใหญ่เป็นคนจนหรือคนด้อยโอกาส จึงทำให้ไม่มีเงินมาจ้างทนายความที่มีฝีมือเพื่อมาแก้ต่างคดีให้แก่ตนเองได้ เป็นต้น

          อย่างไรก็ตาม “การยุติการประหารชีวิตจึงไม่ใช่การยกเลิกหรือสนับสนุนให้ผู้กระทำความผิดไม่ต้อง
รับโทษ
แต่การยุติการประหารชีวิตเป็นการยุติการลงโทษที่ไม่คุ้มค่าไม่สมเหตุสมผล และยังเป็นการลงโทษที่โหดร้าย ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อีกทั้งลดความเสี่ยงที่โทษประหารชีวิตจะถูกนำไปใช้กับ
ผู้บริสุทธิ์”

 

2. การวิจัยของประเทศสหรัฐอเมริกา

มีประเทศหนึ่งที่เราจะไม่กล่าวถึง คงเป็นไปไม่ได้นั่นคือ “ประเทศสหรัฐอเมริกา” ซึ่งเดิมเคยคงไว้ซึ่งโทษประหารชีวิตในทุกมลรัฐ แต่ภายหลังจากกระแสประชาคมโลก จึงทำให้เกิดแรงกดดันให้ประเทศสหรัฐอเมริกาใน 19 มลรัฐ มีการยกเลิกโทษประหารชีวิตแล้ว โดยมลรัฐ Nebraska เป็นรัฐล่าสุดที่ยกเลิกโทษประหารชีวิต
เมื่อปี ค.ศ. 2015 (พ.ศ. 2558) ยังเหลืออีก 31 มลรัฐยังคงใช้โทษประหารชีวิตอยู่ (อ้างอิงจาก
Death Penalty Information Center)
โดยประเทศสหรัฐอเมริกาได้ทำการศึกษาวิจัยว่าโทษประหารชีวิตสามารถยับยั้งอาชญากรรมได้จริงหรือไม่ จากรายงานเรื่อง A crisis of confidence : Americans’ Doubts About the Death Penalty จะพบว่า กลุ่มตัวอย่างกว่าร้อยละ 60 ไม่เชื่อว่าโทษประหารชีวิตสามารถยับยั้งการกระทำผิดในคดีฆาตกรรมได้และเชื่อว่าโดยศีลธรรมจรรยาแล้ว นักโทษไม่ควรได้รับโทษประหารชีวิต อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 60 ก็เห็นว่าโทษประหารชีวิตเป็นมาตรการที่จำเป็นในการบริหารกระบวนการยุติธรรมทางอาญา แต่ถ้าหากจะต้องเลือกว่าสิ่งใดเหมาะสมกว่ากันระหว่างประหารชีวิตกับจำคุกตลอดชีวิต พบว่า มีอัตราร้อยละ 47 ต่อ 43 และอีกร้อยละ 10 ไม่แน่ใจว่าโทษแบบไหนจะเหมาะสมกว่า อย่างไรก็ตาม
ในกระบวนการลงโทษประหารชีวิตนั้น รัฐควรจะต้องกำหนดมาตรฐานการพิสูจน์ในระดับที่สูงกว่าคดีอาญาทั่วไป ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็ได้ศึกษาวิจัยเปรียบเทียบการเกิดอาชญากรรมระหว่างมลรัฐที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตและมลรัฐที่ยังใช้โทษประหารชีวิตด้วย ซึ่งจากข้อมูลการศึกษาวิจัย พบว่า โทษประหารชีวิตไม่มีผลต่อการเกิดอาชญากรรม เช่น กรณีของรัฐเท็กซัสที่มีโทษประหารชีวิต ปรากฏว่ามีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้น อัตรา 5.4 ต่อประชากร 100,000 คน แต่ขณะที่รัฐไอโอว่าที่ไม่มีโทษประหารชีวิตกลับมีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้น อัตรา 1.1 ต่อประชากร 100,000 คน เท่านั้น

 

 3. การลงโทษประหารชีวิตและสถิตินักโทษประหารชีวิตของประเทศไทย

การประหารชีวิตในประเทศไทยมีหลายวิธีซึ่งแตกต่างกันไปตามช่วงเวลา โดยในช่วงระหว่าง
ปี พ.ศ. 2478 – 2546 จะเป็นการประหารชีวิตด้วยวิธีการยิงเป้า ซึ่งผู้ที่ถูกประหารชีวิตด้วยวิธีนี้มีทั้งหมดจำนวน 319 ราย โดยแบ่งออกเป็นนักโทษชาย จำนวน 316 ราย และนักโทษหญิง จำนวน 3 ราย

   จนกระทั่งเมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2546 ประเทศไทยได้เปลี่ยนการประหารชีวิตด้วยวิธีการยิงเป้ามาเป็นการฉีดสารพิษแทน ซึ่งการประหารชีวิตด้วยวิธีนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อวันที่
19 กันยายน 2546 กับนักโทษชายในคดียาเสพติด จำนวน 4 ราย สำหรับการประหารชีวิตครั้งล่าสุดของประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2552 กับนักโทษชายในคดียาเสพติด จำนวน 2 ราย จึงทำให้
ผู้ที่ถูกประหารชีวิตด้วยวิธีนี้มีทั้งหมดจำนวน 6 ราย ดังนั้น จำนวนของผู้ถูกประหารชีวิตของประเทศไทยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 ถึงปัจจุบัน พบว่า มีทั้งหมดจำนวน 325 ราย

   สำหรับสถิตินักโทษประหารชีวิตในปัจจุบัน พบว่า มีอยู่จำนวน 447 ราย แต่ถ้านับเฉพาะนักโทษประหารชีวิตที่เด็ดขาดแล้วจะมีจำนวนเพียง 157 ราย (คดียาเสพติด จำนวน 68 ราย และคดีความผิดทั่วไป จำนวน 89 ราย) รายละเอียดปรากฏตามตารางด้านล่าง (ข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์ ณ เดือนเมษายน 2560)

 

เพศ

คดียาเสพติดให้โทษ

คดีความผิดทั่วไป

รวม

อุทธรณ์

ฎีกา

เด็ดขาด

อุทธรณ์

ฎีกา

เด็ดขาด

ชาย

105

12

55

110

6

85

373

หญิง

51

0

13

6

0

4

74

รวมทั้งสิ้น

156

12

68

116

6

89

447

 

 

          ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าการประหารชีวิตครั้งสุดท้ายของประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2552
ซึ่งในปัจจุบันก็ยังไม่มีการประหารชีวิตเกิดขึ้น ทั้งนี้ หากประเทศไทยไม่มีการประหารชีวิตเกิดขึ้นเลยในอีก
2 ปีข้างหน้า (ปี พ.ศ. 2562) ก็เท่ากับว่าประเทศไทยไม่มีการประหารชีวิตครบ 10 ปี
จึงมีผลทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติตามหลัก
Moratorium

 

4. แผนการดำเนินงานของกระทรวงยุติธรรม เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิต

             1) สืบเนื่องจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้มีข้อเสนอแนะนโยบายการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับโทษประหารชีวิตและหลักสิทธิมนุษยชนเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ
เครืองาม) จึงได้สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วมีคำสั่งมอบหมายให้กระทรวงยุติธรรม
เร่งดำเนินการ
จัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจัดทำรายงานผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินงานดังกล่าวในประเด็นต่างๆ ให้ครบถ้วนไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

             2) ในการนี้ กระทรวงยุติธรรม จึงได้มอบหมายให้สำนักงานกิจการยุติธรรมดำเนินการศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิต โดยสำนักงานกิจการยุติธรรม ได้ประสานมายังกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ถึงผลการศึกษา การรับฟังความคิดเห็น และผลการดำเนินงานทั้งหมด พร้อมทั้งได้นำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการพัฒนาและบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม ครั้งที่ 2/2559 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2559 และคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ (กพยช.) ครั้งที่ 2/2559 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2559 โดยที่ประชุมทั้งสองได้มีมติเห็นชอบกับแนวทางการเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิต ดังนี้

             ระยะที่ 1  ปรับอัตราโทษความผิดบางประเภทจากที่มีโทษประหารชีวิตสถานเดียวเป็นโทษอัตราขั้นสูงสุดประหารชีวิต เพื่อให้ผู้พิพากษาสามารถใช้ดุลพินิจที่จะลงโทษประหารชีวิตได้โดยไม่จำเป็นต้องวางโทษประหารชีวิตสถานเดียวเท่านั้น ซึ่งการจะพิจารณาว่าฐานความผิดใดควรปรับอัตราการลงโทษไม่ให้เป็นโทษประหารชีวิตเพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาหลักเกณฑ์ในเรื่องการลงโทษประหารชีวิตในการกระทำความผิดที่ร้ายแรงที่สุด อาทิ ความผิดเกี่ยวกับชีวิต ความผิดที่ส่งผลถึงความตายของผู้อื่น

             ระยะที่ 2  ยกเลิกโทษประหารชีวิตในบางฐานความผิด โดยเฉพาะในความผิดที่ไม่เกี่ยวกับชีวิต หรือเป็นความผิดที่ไม่ส่งผลถึงความตายของผู้อื่น เช่น การลักพาตัวผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ เจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เป็นต้น

             ระยะที่ 3 ยกเลิกโทษประหารชีวิตในฐานความผิดที่เหลือทั้งหมด

             3) คณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ สำนักงานกิจการยุติธรรม ได้นำข้อเสนอดังกล่าวในการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับโทษประหารชีวิตและหลักสิทธิมนุษยชน ต่อคณะรัฐมนตรี[1]
ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 รับทราบและเห็นชอบข้อเสนอของกระทรวงยุติธรรมเรียบร้อยแล้ว[2] พร้อมทั้งปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้มอบหมายให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพนำข้อเสนอดังกล่าวมาดำเนินการต่อ[3] ซึ่งขณะนี้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพอยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนแนวทางการเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิตตามมติคณะรัฐมนตรีต่อไป

 

5. พัฒนาการทั้งด้านบวกและลบเกี่ยวกับการรณรงค์เปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิตของไทย ณ ปัจจุบัน  1) ด้านบวก มีพัฒนาการที่ดี (1) ไม่นานมานี้ ประเทศไทยได้มีการแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติ
ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2560 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2560 ในหลายประเด็น
ที่จะเป็นประโยชน์กับกระบวนการยุติธรรมในคดียาเสพติด โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว มีการเพิ่มดุลพินิจในการตัดสินคดี ซึ่งจากกฎหมายเดิมเกี่ยวกับฐานผลิต นำเข้า หรือส่งออกยาเสพติดประเภท 1 ที่เป็นการกระทำเพื่อจำหน่ายจะบัญญัติให้ลงโทษประหารชีวิตสถานเดียว แต่กฎหมายที่มีการแก้ไขใหม่ ได้มีการเพิ่มการลงโทษทั้งจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1 - 5 ล้านบาท หรือประหารชีวิต เพื่อให้ผู้พิพากษามีโอกาสได้ใช้ดุลพินิจได้ (2) หากประเทศไทยไม่มีการประหารชีวิตเลยในอีก 2 ปี ข้างหน้า (จนถึงปี พ.ศ. 2562) ก็เท่ากับประเทศไทยไม่มีการประหารชีวิตครบ 10 ปี เหมือนเป็นการยกเลิกโทษประหารในทางปฏิบัติเช่นกัน
(ประหารชีวิตล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2552) (3) ต่อเนื่องนโยบายในแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 4
(ปี พ.ศ. 2562 - 2566) ในการสร้างความตระหนักและลดจำนวนฐานความผิดที่มีอัตราโทษประหารชีวิต ขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นในร่างแผนฯ

             2) ด้านลบ พบว่า จำนวนฐานความผิดที่มีอัตราโทษประหารชีวิต เพิ่มสูงขึ้น จากเดิมมีเพียงจำนวน 55 ฐานความผิด แต่เมื่อปี พ.ศ. 2558 ได้มีการตรากฎหมายขึ้นใหม่ 3 ฉบับ ที่มีการกำหนดอัตราโทษประหารชีวิต ปรากฏไว้ในกฎหมาย จำนวน 8 ฐานความผิด ส่งผลให้ ณ ปัจจุบันมีฐานความผิดที่มีอัตราโทษประหารชีวิต รวมแล้วถึง 63 ฐานความผิดรายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ โดยฐานความผิดที่เพิ่มมาใหม่ มาจากกฎหมาย 3 ฉบับ ดังนี้

                   (1) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558

                   (2) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558

                   (3)  พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2558



[1]หนังสือคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ สำนักงานกิจการยุติธรรม ที่ ยธ 0902/808 ลงวันที่ 27 เมษายน 2559 เรื่อง ข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับโทษประหารชีวิตและหลักสิทธิมนุษยชน ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จากรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) และหนังสือกระทรวงยุติธรรม ที่ ยธ 0904/710 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 เรื่อง ข้อเสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับโทษประหารชีวิตและหลักสิทธิมนุษยชน ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

[2]หนังสือสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงยุติธรรม ด่วนที่สุด ที่ ยธ 0101/ว 834 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 เรื่อง สรุปประเด็นสำคัญในการประชุมคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 29/2559  

[3]หนังสือ สำนักงานกิจการยุติธรรม ที่ ยธ 0904/1932 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2559 เรื่อง ข้อเสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับโทษประหารชีวิตและหลักสิทธิมนุษยชน  

[1]หนังสือคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ สำนักงานกิจการยุติธรรม ที่ ยธ 0902/808 ลงวันที่ 27 เมษายน 2559 เรื่อง ข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับโทษประหารชีวิตและหลักสิทธิมนุษยชน ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จากรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) และหนังสือกระทรวงยุติธรรม ที่ ยธ 0904/710 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 เรื่อง ข้อเสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับโทษประหารชีวิตและหลักสิทธิมนุษยชน ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

[1]หนังสือสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงยุติธรรม ด่วนที่สุด ที่ ยธ 0101/ว 834 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 เรื่อง สรุปประเด็นสำคัญในการประชุมคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 29/2559  

[1]หนังสือ สำนักงานกิจการยุติธรรม ที่ ยธ 0904/1932 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2559 เรื่อง ข้อเสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับโทษประหารชีวิตและหลักสิทธิมนุษยชน  
กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม