กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม
A- A A+
วิสัยทัศน์ "เป็นองค์กรในการส่งเสริม คุ้มครอง และสร้างหลักประกันสิทธิเสรีภาพ และสิทธิมนุษยชนสู่ความเป็นสากล" Vision “To be an organization for promotion, protection and guarantee of rights, liberties and human rights with a determination to achieve international standards.” ค่านิยม T="Team work" O="Organization Of Learning" P="Professional" S="Service Mind" คติประจำกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ "คุ้มครองคน คุ้มครองสิทธิ สร้างวิถีชีวิต แห่งความเป็นธรรม"

 

ประวัติ แนวคิดและความเป็นมา

ในสังคมปัจจุบันเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าแนวโน้มทางสถิติของการก่ออาชญากรรมมีทิศทางที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้สืบเนื่องมาจาก ตัวแปรต่าง ๆ ทางสังคม เช่น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ค่านิยม และแนวคิดทางวัฒนธรรม ที่เสื่อมถอยลงไปอีกทั้งลักษณะของอาชญากรรมก็มีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไป และมีความสลับซับซ้อน ยากแก่การติดตาม และนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีมากยิ่งขึ้น

ดังจะเห็นได้จากอาชญากรรมที่มีลักษณะทั่วไปซึ่งสามารถพบเห็นกันตามหน้าหนังสือพิมพ์ ก็มีการพัฒนามาสู่อาชญากรรมที่มีความทันสมัย และซับซ้อนยิ่งขึ้นทำให้รัฐซึ่งมีหน้าที่ในการควบคุม และคุ้มครองความสงบสุขให้แก่สังคมต้องหามาตรการ และกำหนดกฎเกณฑ์ทางกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสังคมจากอาชญากรรม กฎหมายอาญาเป็นกฎเกณฑ์หนึ่งที่รัฐใช้การควบคุมอาชญากรรม เนื่องจากกฎหมายอาญาได้กำหนดว่าการกระทำใดที่หากเกิดขึ้นแล้วถือว่าในความผิด และมีโทษที่จะลงแก่ความผิดนั้นอย่างเหมาะสม แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ใช้ในการพิสูจน์ความผิดของบุคคล คือ พยานหลักฐาน ซึ่งได้แก่ พยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุ ซึ่งในกรณีของพยานบุคคลพบว่า มีปัญหาไม่กล้ามาเป็นพยานในศาล หรือให้การบิดเบือนข้อเท็จจริง เนื่องจากความหวาดกลัวภยันตรายต่อชีวิต ทรัพย์สินของตนเอง และบุคคลใกล้ชิด จากการถูกข่มขู่ คุกคาม จะผู้ที่มีส่วนได้เสียในคดี ผู้มีอิทธิพล หรือญาติพี่น้องของผู้กระทำความผิด

แนวคิดเกี่ยวกับการคุ้มครองพยานบุคคลจากการศึกษาพบว่าในกระบวนการพิจารณาคดีไม่ว่าจะเป็น กระบวนการ พิจารณาคดีแบบระบบกล่าวหา ระบบไต่สวน หรือระบบผสมที่นำเอากระบวนการทั้ง 2 ระบบข้างต้นมาผสมผสาน และใช้อย่างเหมาะสมก็ดี กระบวนการพิจารณาคดีทั้งสามส่วนต่างจำเป็นต้องอาศัยคำเบิกความของพยานบุคคลทั้งสิ้น เนื่องจากระบบการพิจารณาคดีในชั้นศาล ผู้ที่มีอำนาจในการพิจารณาคดีคือผู้พิพากษา ผู้พิพากษานั้นเป็นผู้ที่ มีความพร้อมในด้านวุฒิภาวะ คุณวุฒิและคุณค่าทางจริยธรรมและศีลธรรมอันเป็นคุณสมบัติหรือคุณลักษณะ เฉพาะของบุคคลที่จะมาทำหน้าที่เป็นคนกลางในการตัดสินคดีความเพื่อดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมแก่สังคม

แต่ที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าหน้าที่เป็นคนกลางในการตัดสินคดี ผู้พิพากษาก็จะต้องอาศัยเครื่องมือที่จะนำมาประกอบ การใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาคดี เครื่องมือที่สำคัญก็ คือพยานหลักฐานในคดี ซึ่งพยานที่มีความชัดเจนและน่าเชื่อถือ และเป็นพยานที่สำคัญในคดีอาญา คือ พยานผู้เห็นเหตุการณ์หรือประสบพบเจอการกระทำความผิดซึ่งถือว่าเป็นพยาน ที่ใกล้ชิดกับการกระทำความผิดมากที่สุด พยานดังกล่าวคือพยานบุคคล ทั้งนี้การที่พยานบุคคลจำเป็นต้องมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลนั้นอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีสัญญาประชาคม ซึ่งมีแนวคิดว่า ประชาชนทุกคนที่ยอมอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐย่อมมีสิทธิและหน้าที่ระหว่างประชาชนเองกับรัฐในทิศทางที่สอดคล้องและเกื้อกูลกัน กล่าวคือรัฐมี หน้าที่ในการพิทักษ์รักษาความสงบสุขของสมาชิกในขณะเดียวกันสมาชิกของรัฐก็มีสิทธิ์ในการได้รับการคุ้มครองนั้น และยังมีหน้าที่ในการรักษาและเคารพกฎระเบียบที่รัฐเป็นผู้กำหนด อีกทั้งสมาชิกของรัฐจะต้องมีหน้าที่ในการดำรงไว้ซึ่งความสงบสุขและคอยช่วยเหลือ เป็นหูเป็นตาแก่รัฐอีกด้วย  ดังนั้นเมื่อมีการประสบพบเจอการกระทำผิดที่เกิดขึ้น สุจริตชน ผู้พบเห็นเหตุการณ์จึงต้องทำหน้าที่เป็นพลเมืองที่ดีของรัฐโดยการเสียสละตน เข้ามาเป็นพยานบุคคลในคดีอาญา แต่ทั้งนี้

พยานบุคคลในคดีอาญาก็อาจถูกคุกคาม ข่มขู่ หรือ ประทุษร้ายไม่ว่าจะแก่ชีวิต ร่างกาย ก็ตาม เพื่อให้พยานนั้นไม่กล้า มาศาลหรือหากมาศาลแล้วก็จำเป็นต้องเบิกความต่อศาลในลักษณะที่บิดเบือนความเป็นจริง เพื่อรักษาชีวิตและ สวัสดิภาพของตน หรือคนใกล้ชิดของตนไว้ ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เนื่องจาก ความยุติธรรมจะสูญเสียไปเพราะไม่อาจนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ประชาชนย่อมจะเกิดความเสื่อม ศรัทราต่อกระบวนการยุติธรรมอันอาจก่อให้เกิดระบบกระบวนการยุติธรรมแบบชาวบ้านหรือศาลเตี้ยเกิดขึ้น ดังนั้นจึงเกิดแนวคิดในการคุ้มครองพยานในคดีอาญาขึ้น การคุ้มครองพยานในประเทศไทยเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุผล ดังกล่าวข้างต้นประกอบกับได้มีการพยายามผลักดันให้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 244 บัญญัติ รับรองสิทธิของบุคคลในคดีอาญาให้ได้รับความคุ้มครอง การปฏิบัติที่เหมาะสมและค่าตอบแทนที่จำเป็นและ สมควร จากรัฐ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งก่อนที่จะมีพระราชบัญญัติคุ้มครองคดีอาญา พ.ศ. 2546 พบว่า ประเทศไทย ไม่มีกฎหมายหรือมาตรการใด ๆ ที่เป็นเรื่องของรัฐกำหนดเกี่ยวกับการคุ้มครองพยานบุคคลในคดีอาญาไว้โดยตรง ตลอดจนรัฐบาลก็ไม่มีการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนภารกิจเรื่องนี้ และไม่มีข้อกำหนดหรือหลักเกณฑ์แนวทางปฏิบัติ ไว้อย่างชัดเจน

โดยปรากฏแต่เพียงการให้ความสะดวกในการส่งหมายเรียกให้พยานของพนักงานอัยการและการควบคุม ติดตามของพนักงานสอบสวนเพื่อไม่ให้พยานหลบหนีก่อนนำตัวไปเบิกความต่อศาลเท่านั้น สำหรับกรณีที่มีเหตุอันควร เชื่อว่าพยานจะได้รับอันตรายหรือจะหลบหนี ซึ่งเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนในการดำเนินการเพื่อให้พยานได้รับ ความปลอดภัย แต่พนักงานสอบสวนจะต้องมีหน้าที่รายงานชี้แจงเหตุผลเพื่อขอเบิกเบี้ยเลี้ยงเพื่อจัดหาสถานที่พักอาศัย ชั่วคราวแก่พยาน แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีการฟ้องร้องเพื่อดำเนินคดีแล้ว พนักงานสอบสวนมีหน้าที่จะต้องแจ้งให้พนักงาน อัยการทราบเพื่อให้มีการสืบพยานปากนั้น ๆ โดยเร็ว และเมื่อพยานเบิกความเสร็จแล้วก็ไม่มี มาตรการใด ๆ เพื่อให้ความ คุ้มครองต่อ หรือบางกรณีพยานมักเป็นบุคคลภายนอกหรือบุคคลที่ รู้เห็นเกี่ยวกับการกระทำความผิด ซึ่งตามธรรมเนียม ไทย ๆ แล้ว ถึงแม้จะเป็นผู้ที่รู้เห็นแบบ ไทยมุง หรือประเภทสอดรู้สอดเห็นเรื่องของคนอื่นเป็นส่วนมาก แต่ครั้นถึงเวลา ที่จะมาเป็นพยานมักจะไม่กล้าแสดงตัวหรือเปิดเผยตัวออกมาเป็นพยาน เนื่องจากอาจมีเหตุผลบางประการมาจาก ความหวาดกลัวอิทธิพล เกรงกลัวว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยหรือด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม ซึ่งพยานเหล่านี้ยังไม่ ได้รับความคุ้มครองเท่าที่ควร ทั้งที่พยานมีความสำคัญต่อการพิสูจน์ความจริงในอรรถคดีนั้น ๆ เป็นเหตุให้เกิดผลเสีย ต่อระบบกระบวนการยุติธรรม โดยส่งผลให้ผู้กระทำความผิดรอดพ้นจากการถูกจับกุม หรือถูกลงโทษเรียกง่าย ๆ ว่า ลอยนวล อยู่ได้อย่างสบาย แถมยังแสดงตนเป็นผู้มีอิทธิพลยิ่งใหญ่มากกว่าเดิมอีกด้วย และจะมีมาตรการอย่างไรเพื่อ คุ้มครองความปลอดภัยของพยานและบุคคลใกล้ชิดของพยาน เพื่อให้พยานไม่เกรงกลัวภยันตรายที่เกิดขึ้นจากการให้การ ปรักปรำจำเลยในคดีอาญา ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องมีการตราพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 ขึ้น โดยพระราชบัญญัตินี้มุ่งเน้นการคุ้มครองความปลอดภัยของพยานในคดีอาญา ตลอดจนสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน และบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานเป็นสำคัญ แต่ก็ไม่ลืมความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของพยานในการมาให้ ข้อเท็จจริงในคดีอาญา อาทิเช่น ค่าป่วยการ ค่ายานพาหนะ เป็นต้นโดยพระราชบัญญัติ ได้กำหนดในส่วนของค่าตอบแทนและค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงาน ของรัฐที่จะเข้ามาดูแลในส่วนนี้ เพื่อจะให้ กฎหมายเกิดผลสัมฤทธิ์ในการที่จะนำคนผิดมาลงโทษ เนื่องจากพยานเป็นผู้ที่รู้เห็นหรือใกล้ชิดต่อเหตุการณ์ในการ กระทำความผิดนั้น ๆ

  การจัดตั้งสำนักงานคุ้มครองพยาน

สำหรับประเทศไทย ในช่วงปี พ.ศ. 2539-2540 ได้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 16 โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและได้มีการผลักดันให้มีการบัญญัติรองรับสิทธิของ บุคคลที่เป็นพยานในคดีอาญาไว้ในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 244 ความว่า บุคคลซึ่งเป็นพยานในคดีอาญามีสิทธิได้รับการ คุ้มครอง การปฏิบัติที่เหมาะสมและค่าตอบแทนที่จำเป็นและสมควรจากรัฐซึ่งเป็นที่มาของพระราชบัญญัติคุ้มครอง พยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 และได้นำประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 120 ตอนที่ 58 ก ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2546 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม 2546 เป็นต้นมา จึงทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนและแนวทาง การทำงานขององค์กรที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการดำเนินการคุ้มครองพยานเพื่อให้สอดคล้องกับ พระราชบัญญัติคุ้มครองพยานฉบับใหม่นี้ นอกจากนั้นในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ยังกำหนดให้มีการจัดตั้งสำนักงานคุ้มครองพยานขึ้นในกระทรวงยุติธรรมและ ให้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการคุ้มครองพยานตามมาตรการทั่วไปและมาตรการพิเศษ การปฏิบัติที่เหมาะสม รวมทั้งประสานการปฏิบัติงานและข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครอง ความปลอดภัยแก่พยาน

ปัจจุบันสำนักงานคุ้มครองพยานเป็นหน่วยงานในสังกัดกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม พ.ศ. 2545 ประกาศตามราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 119 ตอนที่ 103 ก ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2545 ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องใหม่ที่มีความสำคัญและเป็นมิติใหม่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ที่จะให้บุคคลที่เป็นพยานในคดีอาญาได้รับความคุ้มครองความปลอดภัย สมดั่งเจตนารมณ์ของกฎหมาย