กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม
A- A A+
วิสัยทัศน์ "เป็นองค์กรกลางในการอำนวยการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนตามมาตรฐานสากล อย่างยั่งยืน" Vision “Central agency that is responsible for administrating and protecting rights, liberties and human rights in accordance with the international standards and in a sustainable manner.” ค่านิยม T="Team work" O="Organization Of Learning" P="Professional" S="Service Mind" คติประจำกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ "คุ้มครองคน คุ้มครองสิทธิ สร้างวิถีชีวิต แห่งความเป็นธรรม"

 การประชุมเชิงปฏิบัติการ “โทษประหารชีวิตยังจำเป็นต่อสังคมไทยหรือไม่”
พื้นที่ภาคเหนือ

 



          เมื่อวันพุธที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๗ เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๖.๓๐ น. ณ โรงแรมดิเอ็มเพลส เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล โดยรองศาตราจารย์ ดร. ศรีสมบัติ โชคประจักษ์ชัด และคณะ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “โทษประหารชีวิตยังจำเป็นต่อสังคมไทยหรือไม่” พื้นที่ภาคเหนือ โดยมีพันตำรวจเอก ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นประธานเปิดการประชุม และปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “สถานการณ์ของนานาประเทศและบริบทของไทยเกี่ยวกับโทษประหารชีวิต” ซึ่งผู้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงาน ดังต่อไปนี้ หน่วยงานกระบวนการการยุติธรรม ตั้งแต่ ตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ และกรมพินิจและคุ้มครองเด็กแล้วเยาวชน รัฐวิสาหกิจ นักวิชาการอิสระ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน สื่อมวลชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชนผู้สนใจทั่วไป จำนวน ๔๐๑ คน ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เกือบเท่าตัว

 



          การประชุมเชิงปฏิบัติการ “โทษประหารชีวิตยังจำเป็นต่อสังคมไทยหรือไม่” มีวัตถุประสงค์ เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความตระหนัก และรับฟังมาตรการและแนวทางรองรับ หากมีการเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิตตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล โดยจัดขึ้นครอบคลุมทั้ง ๔ ภูมิภาค และกรุงเทพมหานคร ซึ่งพื้นที่ภาคเหนือ เป็นพื้นที่สุดท้ายสำหรับการจัดประชุมในประเด็นดังกล่าว โดยมีพันตำรวจเอก ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดี กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นประธานเปิดการประชุม และปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “สถานการณ์ของนานาประเทศและบริบทของไทยเกี่ยวกับโทษประหารชีวิต” ซึ่งท่านได้กล่าวถึงความสำคัญและความเป็นมาของการรณรงค์เปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิตเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล เชื่อมโยงหลักอาชญาวิทยาและนโยบายการยุติธรรมที่เกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างของนานาประเทศเกี่ยวกับการใช้โทษประหารชีวิตและการยกเลิกโทษประหารชีวิต พร้อมทั้ง บริบทของประเทศไทยต่อประเด็นโทษประหารชีวิต ซึ่งขอบเขตเนื้อหาและรายละเอียดของการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ในพื้นที่ภาคเหนือ สามารถแบ่งเนื้อหาออกเป็น ๔ ช่วง ดังต่อไปนี้
          ช่วงที่ ๑ การบรรยายพิเศษ “มุมมองทางศาสนากับโทษประหารชีวิต” โดย พระประชานาถมุนี เจ้าอาวาสวัดดอนจั่น จังหวัดเชียงใหม่ และเจ้าของโครงการเด็กกำพร้า ซึ่งพระคุณท่านกล่าวเน้นถึงเรื่องศีล ๕ และหลักการเปลี่ยนแปลงเป็นความจริงของโลก โดยความจริงนี้ มีอยู่ ๒ ประการ คือ ๑) ความจริงที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เรียกว่า ธรรมะ และ ๒) ความจริงที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เรียกว่า ธรรมชาติ
          ช่วงที่ ๒ การบรรยายกรณีศึกษา “ประสบการณ์คดีในกระบวนการยุติธรรม” โดย ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งท่านได้ถ่ายทอดประสบการณ์ของตัวท่านเองและยกตัวอย่างคดีที่เกิดข้อผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม ทั้งคดีที่เกิดขึ้นในประเทศและต่างประเทศ
          ช่วงที่ ๓ การเสวนา “นานาทัศนะเกี่ยวกับโทษประหารชีวิต” โดย ดร.ดล บุนนาค ผู้พิพากษารองหัวหน้าศาลจังหวัดนนทบุรี และนายชำนาญ จันทร์เรือง รองประธานแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ซึ่งมีรองศาสตราจารย์ ดร. ศรีสมบัติ โชคประจักษ์ชัด ที่ปรึกษาโครงการ เป็นผู้ดำเนินรายการ
          ช่วงที่ ๔ การระดมความคิดเห็น “มาตรการและแนวทางต่างๆ รองรับหากมีการเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิตในสังคมไทย” โดยนายพิทักษ์ เกิดหอม และผศ.ดร.นิตยา สำเร็จผล สำหรับกระบวนการในช่วงนี้จะแบ่งผู้เข้าร่วมประชุมออกเป็นกลุ่มย่อย จำนวน ๒๐ กลุ่ม เพื่อให้แต่ละกลุ่มได้ระดมความคิดเห็น พร้อมทั้งนำเสนอข้อสรุปนั้นๆ ในประเด็นต่างๆ ดังนี้ ๑) โทษประหารชีวิตยังจำเป็นต่อสังคมไทยหรือไม่ เพราะเหตุใด ๒) หากโทษประหารชีวิตยังมีความจำเป็น ควรอยู่ในความผิดฐานใด และ ๓) หากมีการเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิต ท่านมีข้อกังวลใจอะไรบ้าง และควรมีมาตรการใดมารองรับ

 



          นอกจากนี้ หลังจากที่มีการรับฟังความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ทั้ง ๔ ภูมิภาค และกรุงเทพมหานคร เรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่า มีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น จำนวน ๑,๑๔๗ คน โดยสามารถสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมประชุมเป็นประเด็นต่างๆ ได้ดังต่อไปนี้
          ๑) ผู้เข้าร่วมประชุมโดยส่วนใหญ่ เห็นว่าโทษประหารชีวิตยังคงมีความจำเป็นต่อสังคมไทย ซึ่งเหตุผลที่นำมาสนับสนุนในประเด็นดังกล่าว เช่น เป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ การมีโทษประหารชีวิตทำให้อาชญากรเกิดความเกรงกลัวและไม่กล้าที่จะกระทำความผิด แต่หากไม่มีโทษประหารชีวิต เกรงว่าสังคมจะเกิดความไม่ปลอดภัย ซึ่งถ้ากระบวนการยุติธรรมเกิดความผิดพลาด ก็ควรจะไปแก้ไขที่กระบวนการยุติธรรมมากกว่าที่จะมีการยกเลิกโทษประหารชีวิต และยังให้เหตุผลว่ากระบวนการลงโทษกว่าจะมีถึงขั้นตอนประหารชีวิต ยังมีหลายขั้นตอนตามกฎหมายไทย เพื่อให้โอกาสผู้กระทำความผิด อาทิ การขอพระราชทานอภัยโทษ และบางครั้งยังให้ความสำคัญกับผู้กระทำความผิด จนอาจเป็นการละเลยเหยื่ออาชญากรรมหรือผู้เสียหาย ดังนั้น การมีโทษประหารชีวิตเท่ากับเป็นการเยียวยาความรู้สึกของเหยื่ออาชญากรรม เป็นต้น
          สำหรับผู้เข้าร่วมประชุมอีกส่วนหนึ่งที่เห็นด้วยกับการยกเลิกโทษประหารชีวิต ซึ่งเหตุผล ที่นำมาสนับสนุนในประเด็นดังกล่าว เช่น การคำนึงถึงหลักศาสนาและสิทธิมนุษยชน เนื่องจากเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์และเน้นการเยียวยาแก้ไขมากกว่าตาต่อตาฟันต่อฟัน โดยไม่ควรฆ่ากันเพราะทุกคนมีสิทธิในการมีชีวิต อีกทั้งประเทศไทยเป็นเมืองพุทธที่มีความเชื่อมโยงกับหลักศีล ๕ กระบวนการยุติธรรมย่อมมีความเสี่ยงที่จะตัดสินคดีผิดพลาด ตัดสินผิดคนและหากมีการประหารชีวิตไปแล้ว ก็จะไม่สามารถเอาชีวิตกลับคืนมาได้ และประเทศไทยได้มีการลงนามและให้สัตยาบันกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง โดยเฉพาะในพิธีสารเลือกรับ ฉบับที่ ๒ ที่มุ่งให้มีการยกเลิกโทษประหารชีวิต แม้ไทยเรายังไม่ได้เข้าเป็นภาคีในพิธีสาร แต่ในไม่ช้าไทยก็ต้องมีพัฒนาให้มีการยกเลิกโทษประหารชีวิตเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ เป็นต้น
          ๒) ผู้เข้าร่วมประชุมโดยส่วนใหญ่ เห็นว่าฐานความผิดที่มีบทลงโทษประหารชีวิตทั้ง ๕๕ ฐานความผิดนั้นมีจำนวนมากเกินไป ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการปรับปรุงและแก้ไขกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการลดฐานความผิดที่มีบทลงโทษประหารชีวิตออกไปบ้าง โดยยังคงให้มีโทษประหารชีวิต แต่เฉพาะคดีอุกฉกรรจ์เท่านั้น เช่น ความผิดเกี่ยวกับชีวิตร่างกาย ความมั่นคงในราชอาณาจักร การฆ่าบุพการี การลอบปลงพระชนม์ เป็นต้น
        ๓) มาตรการและแนวทางต่างๆ รองรับ หากมีการเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิต   ที่ผู้เข้าร่วมประชุมเสนอแนะ เช่น การจำคุกตลอดชีวิตโดยแท้จริง โดยไม่ให้มีการลดโทษใดๆ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีผู้ที่เห็นต่าง เพราะเกรงจะเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของรัฐในการดูแลนักโทษ โดยได้มีการเสนอให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตเพียงแค่ ๓๐ ปี หรือตามความเหมาะสม ไม่ต้องตลอดชีวิตโดยแท้จริง และไม่อนุญาต ให้มีญาติไปเยี่ยม รวมถึงการปฏิรูประบบการลงโทษทั้งหมดทั้งระบบ เช่น โทษเล็กน้อย ไม่ควรจำคุก โดยใช้วิธีการอย่างอื่นแทนการลงโทษ อาทิ การควบคุมตัวอิเล็กทรอนิคส์แทนการจำคุกหรือการบริการสังคมแทน พร้อมทั้งปรับปรุงเรือนจำให้มีความมั่นคงสูง เพื่อรองรับนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ที่เปลี่ยนจากโทษประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิต และการทบทวนกฎหมายเพื่อลดจำนวนฐานความผิดทั้ง ๕๕ ฐานความผิด ให้เหลือแต่เฉพาะความผิดอุฉกรรจ์ร้ายแรงเท่านั้น เป็นต้น

          ทั้งนี้ กิจกรรมการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ครอบคลุมทั้ง ๔ ภูมิภาค และกรุงเทพมหานคร เป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งภายใต้โครงการศึกษาความเป็นไปได้ของการยกเลิกโทษประหารชีวิต ตามแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ ๒ ที่ได้หมดวาระลงแล้วเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๖ และจะดำเนินการต่อเนื่องไปในแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ ๓ ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ – ๒๕๖๑ โดยจะมีกิจกรรมอื่นๆ ทั้งการศึกษาวิเคราะห์เกี่ยวกับปรัชญาการลงโทษ การใช้และยกเลิกโทษประหารชีวิตของนานาประเทศ ทั้งแถบยุโรป อเมริกา และเอเชีย รวมถึงมาตรการลงโทษอื่นที่ใช้แทนโทษประหารชีวิตของแต่ละประเทศ สถิติต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งจำนวนนักโทษประหารชีวิต ในประเทศไทยและสถิติอาชญากรรมที่เกิดขึ้น การสร้างความตระหนักและรับฟังความคิดเห็น การสัมภาษณ์ เพื่อนำผลที่ได้ในแต่ละกิจกรรม สังเคราะห์สรุปผลการศึกษานำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

ภาพบรรยากาศ

  

  

  

 

******************************************************************