กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม
A- A A+
วิสัยทัศน์ "เป็นองค์กรในการส่งเสริม คุ้มครอง และสร้างหลักประกันสิทธิเสรีภาพ และสิทธิมนุษยชนสู่ความเป็นสากล" Vision “To be an organization for promotion, protection and guarantee of rights, liberties and human rights with a determination to achieve international standards.” ค่านิยม T="Team work" O="Organization Of Learning" P="Professional" S="Service Mind" คติประจำกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ "คุ้มครองคน คุ้มครองสิทธิ สร้างวิถีชีวิต แห่งความเป็นธรรม"

 โครงการสัมมนา
“พินัยกรรมชีวิต สิทธิในการตาย (Living Will)”

 



          เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๗ เวลา ๐๙.๓๐ น. ณ บริเวณด้านหน้าห้องประชุมราชเทวี ๑ โรงแรมเอเชีย ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ พร้อมด้วย คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ แพทย์หญิงสิรินทร ฉันศิริกาญจน อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ สาขาวิชาเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี นพ.อุกฤษฏ์ มิลินทางกูร ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และผู้แทนสื่อมวลชน ร่วมแถลงข่าว โครงการสัมมนา “พินัยกรรมชีวิต สิทธิในการตาย” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสร้างความตระหนักในเรื่องการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองตามหลักสิทธิมนุษยชน รวมถึงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการจัดทำพินัยกรรมชีวิตหรือหนังสือแสดงเจตนาปฏิเสธการรักษาของผู้ป่วยที่อยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต (Living Will) อีกทั้งเพื่อรับฟังมุมมองและความคิดเห็นทุกแง่มุมในการจัดทำพินัยกรรมชีวิต (Living Will) ในการส่งเสริม ให้เกิดการผลักดันเชิงนโยบายและการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมต่อไปในอนาคต



          สืบเนื่องจาก แนวคิดในเรื่องพินัยกรรมชีวิต หรือหนังสือแสดงเจตนาปฏิเสธการรักษาของผู้ป่วยที่อยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต (Living Will) มีผลในทางกฎหมายเป็นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องมาจากกฎหมายการตายตามธรรมชาติ (Natural Death Act) ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ปี ค.ศ. ๑๙๗๖ (พ.ศ. ๒๕๑๙) เพื่อรับรองสิทธิของผู้ป่วยในการยอมรับหรือปฏิเสธกระบวนการทางการแพทย์ที่เป็นไปเพื่อยืดชีวิต (หรืออีกความหมายหนึ่งคือยืดความตายออกไป) ก่อนจะแพร่หลายไปยังรัฐและประเทศอื่นๆ ประกอบกับความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ ทำให้วงการแพทย์สามารถต่อรองกับความตายได้มากขึ้น (ยืดการตายออกไป) แล้วแต่สภาพของผู้ป่วย แม้ในหลายกรณี ผู้ป่วยเหล่านั้นจะไม่มีโอกาสฟื้นคืนกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนเดิมอีกก็ตาม ความสามารถในการยืดชีวิตออกไปเป็นเวลายาวนาน เป็นผลให้การตายเป็นเรื่องที่ต้องนิยามอย่างซับซ้อนมากขึ้น การกำหนดความตายอย่างง่ายๆ ที่เคยเป็นมาแต่เดิมด้วยการเต้นของหัวใจหรือการหายใจจะใช้ไม่ได้สำหรับผู้ป่วยที่สวมเครื่องช่วยชีวิตเหล่านี้ จากกรณีนี้ จึงเกิดการกำหนดความตายแบบใหม่โดยวัดที่การตายของสมอง ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนในการวัด กรณีดังกล่าวถูกหล่อหลอมขึ้นภายใต้บริบทการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน และค่านิยมเรื่องสิทธิในการกำหนดชีวิตของตนเอง หรือศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงกรณีที่ผู้ป่วยซึ่งช่วยตนเองไม่ได้แม้จะยังมีชีวิตอยู่ แต่ต้องใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อช่วยยืดชีวิตออกไปนั้นถือเป็นการอยู่แบบมีศักดิ์ศรีหรือไม่ในสังคมไทย การแสดงเจตนาฯ ที่จะไม่รับการรักษาเพื่อยืดชีวิตเป็นที่รับรู้และเป็นข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ประเด็นหลักหนึ่งคือ ทัศนะเกี่ยวกับชีวิตและความตายที่แตกต่างกัน รวมทั้งทัศนคติของการแพทย์สมัยใหม่ที่ยึดถือมิติทางกาย คือ การรักษาสัญญาณชีพต่างๆ อันเป็นสัญลักษณ์ของการมีชีวิตให้คงอยู่จนถึงที่สุด มากกว่ามิติด้านอื่นๆ เช่น มิติทางด้านจิตวิญญาณ ซึ่งทัศนะดังกล่าวได้จุดประกายให้สังคมไทยมีการพูดคุยกันถึงเรื่องสิทธิของผู้ป่วยในการแสดงเจตนาที่จะไม่รับการรักษาเพิ่มมากขึ้น แต่ทั้งนี้ในสังคมไทยแต่เดิมมีมุมมองว่าความตายไม่ใช่เรื่องที่แปลกแยกออกไปจากชีวิต การยอมรับความตายว่าเป็นสัจธรรมอันหลีกหนีไม่ได้ และไม่จำเป็นต้องหนี หากต้องเผชิญหน้าอย่างมีสติรู้ตัวด้วยความสงบ ด้วยถือกันว่าหากทำได้จะเป็นการตายที่ดีและนำไปสู่สุคติ ต่างจากในปัจจุบันที่คนส่วนใหญ่พากันคิดไปว่า การตายไปอย่างไม่รู้สึกตัว ไม่มีความเจ็บปวดหรือวิตกกังวลใดๆ เช่น การนอนหลับแล้วตายไป เป็นการตายที่ดีและพึงปรารถนา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้บัญญัติถึงการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับการคุ้มครองอย่างไม่มีการเลือกปฏิบัติ เพื่อให้การใช้สิทธิและเสรีภาพในเรื่องนั้นได้ถูกกำหนดและได้รับการส่งเสริม สนับสนุน และช่วยเหลือจากรัฐ ในการใช้สิทธิตามความในหมวดนี้ คำว่า “สิทธิ” แบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกหมายถึง “อำนาจที่กฎหมายให้แก่บุคคลในอันที่จะมีเจตจำนง” อีกกลุ่มหนึ่งหมายถึง “ประโยชน์ที่กฎหมายคุ้มครองให้” ประกอบกับ พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ ๒๕๕๐ มาตรา ๑๒ “บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืด การตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือเพื่อยุติความทรมานจากการเจ็บป่วยได้” จากกฎหมายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึง การเคารพและปกป้องในความปรารถนาของผู้ป่วยในวาระสุดท้ายของชีวิตซึ่งประสงค์ที่จะเสียชีวิตตามธรรมชาติ หรือต้องการ“การตาย” อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การรับรองสิทธิของผู้ป่วยที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับตนเอง ที่จะขอตายอย่างสงบตามธรรมชาติ ไม่ถูกเหนี่ยวรั้งด้วยเครื่องมือและจากเทคโนโลยีต่างๆ นั้น เป็นการสร้างเสริมสุขภาวะในระยะท้ายของชีวิตที่ได้ถูกหยิบยกขึ้นในรูปแบบการค้นหาแนวทางการมอบคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วยระยะท้ายในกลวิธีที่จะนำไปสู่ “การตายดี” และไม่เป็นการจากไปอย่างทุกข์ทรมานของทั้งตนเอง ผู้ที่อยู่ข้างหลัง ผู้รับผิดชอบดูแล และสังคม จากประเด็นดังกล่าวข้างต้น ทำให้สังคมจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหยิบยกประเด็น “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” และ “สิทธิ”ของบุคคลขึ้นมาเพื่อรับรองความชอบธรรมของบุคคล ในการมีสิทธิที่จะกระทำต่อร่างกาย และมีสิทธิที่จะเลือกตายตามเจตนาของบุคคลโดยได้รับการรับรองจากกฎหมายและเป็นการรับรองสิทธิจะตัดสินใจเกี่ยวกับตนเอง แต่ทั้งนี้ การใช้สิทธิที่จะตายควรเป็นไปโดยอิสระและปราศจากแรงกดดันใดๆ การจัดทำ“พินัยกรรมชีวิต” หรือ “หนังสือแสดงเจตนาในการรับบริการหรือปฏิเสธการรับบริการทางการแพทย์ จึงอาจเป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และมาตรา ๑๒ ก็อาจเป็นทางเลือกหนึ่งของสังคมที่จะช่วยให้ผู้อยู่ในวาระสุดท้ายได้จากไปอย่างสงบตามความประสงค์ ซึ่งหากแพทย์ พยาบาล และประชาชน มีความเข้าใจต่อเรื่องสำคัญที่สุด นั่นคือ “การตายที่ดีคืออะไร”จะทำให้เกิดความเข้าใจและยอมรับว่าการช่วยให้ผู้ป่วยตายดีเป็นเป้าหมายอย่างหนึ่งที่สำคัญ และเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้อย่างเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองทั้งนี้มีหน่วยงานที่ร่วมดำเนินการ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักส่งเสริมสิทธิและสร้างสังคมสุขภาวะ และคุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ ให้การสนับสนุนทางด้านวิชาการ



          กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม จึงจัดโครงการสัมมนา “พินัยกรรมชีวิต : สิทธิในการตาย” ขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักในการทำความเข้าใจในเรื่องการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเอง รวมถึงมุมมองในก้าวต่อไปของพัฒนาการการจัดทำพินัยกรรมชีวิต หรือหนังสือแสดงเจตนาปฏิเสธการรักษาของผู้ป่วยที่อยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต (Living Will) ทั้งในเชิงนโยบาย กฎหมายและการนำไปปฏิบัติโดยได้รับการยอมรับจากสังคมและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหม่ในสังคมและมีผลกระทบที่สำคัญบนพื้นฐานแนวคิดตามหลักสิทธิมนุษยชนและการสร้างหลักประกันด้านสิทธิมนุษยชนในระดับนานาชาติ           นอกจากนี้ ในการจัดงานดังกล่าว ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิร่วมอภิปรายในหลายหัวข้อ อาทิ การอภิปรายในหัวข้อ“พินัยกรรมชีวิต สิทธิในการตาย”
          Section ๑ : มิติทางกฎหมายกับการยอมรับสิทธิการตัดสินใจตามความประสงค์ของตนเอง
          Section ๒ : มิติทางมนุษย์และสังคมกับการคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่จะเลือกสิทธิในการตาย

          การบรรยายในหัวข้อ“ยุทธศาสตร์การตายดี กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย” และการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการขับเคลื่อน การดำเนินงานด้านการจัดทำพินัยกรรมชีวิต (World Café) ๔ หัวข้อดังนี้
          หัวข้อ ๑ “ประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการจัดทำพินัยกรรมชีวิต”
          หัวข้อ ๒ “พินัยกรรมชีวิต มีประสิทธิผลจริงหรือไม่”
          หัวข้อ ๓ “สู่เส้นทาง Living Will กับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน”
          และ หัวข้อ ๔ “การทำความเข้าใจในเรื่องพินัยกรรมชีวิตสำหรับผู้ปฏิบัติงานทางการแพทย์”



***********************************************

 

ขอขอบคุณภาพและข่าวโดย
กลุ่มงานช่วยอำนวยการและสื่อสารองค์กร สำนักงานเลขานุการกรม
๑๖ กันยายน ๒๕๕๗/จินตนาถ-ภาพ อุษา-ข่าว

ภาพบรรยากาศ

 





  

  

  

 

******************************************************************

กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม