กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม
A- A A+
วิสัยทัศน์ "สังคมรู้หน้าที่ เคารพสิทธิมนุษยชนและได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม" Vision “To respect and protect human rights, as well as promote social responsibility.” ค่านิยม T="Team work" O="Organization Of Learning" P="Professional" S="Service Mind" คติประจำกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ "คุ้มครองคน คุ้มครองสิทธิ สร้างวิถีชีวิต แห่งความเป็นธรรม"

 

  

  

    

           เมื่อวันจันทร์ที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖  เวลา ๐๙.๐๐ น. ณ ห้องสีมาธานีบอลรูม เอ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเผยแพร่หลักการของสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนต่อเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย พล.ต.อ.เอก    อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.ท.เชิด ชูเวช ผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค ๓ เป็นประธานในพิธีเปิด การประชุม ร่วมด้วย พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์  เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ  และมี นายไพฑูรย์  สว่างกมล รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นผู้กล่าวรายงาน ซึ่งการประชุมดังกล่าวจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการแจ้งสิทธิให้แก่ผู้เสียหายในคดีอาญาตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา  พ.ศ.๒๕๔๔ และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติ  หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือ ย่ำยีศักดิ์ศรี รวมถึงการปฏิบัติตามพันธกรณีที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค ๓ ซึ่งประกอบด้วย ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค ๓ รองผู้บัญชาการที่รับผิดชอบงานสอบสวน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด     ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรในสังกัด และรองผู้กำกับการที่รับผิดชอบงานสอบสวนทุกสถานี รวมทั้งสิ้นประมาณ ๒๕๐ คน   เข้าร่วม นอกจากนี้จัดให้มีพิธีมอบเงินช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายในคดีอาญาตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญาพ.ศ. ๒๕๔๔ ให้กับผู้เสียหาย และทั้งทายาท ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาและพื้นที่ใกล้เคียง  จำนวนทั้งสิ้น ๕ ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๔๐๕,๐๐๐ บาท  ทั้งนี้ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ  จะเป็นผู้มอบเงินช่วยเหลือให้กับผู้เสียหายและทายาท โดยมี ผู้บริหารระดับสูง สำนักงานยุติธรรมจังหวัดนครราชสีมา ข้าราชการ พนักงานและเจ้าหน้าที่ของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

          สืบเนื่องจาก กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม มีภารกิจในการดำเนินงานให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ตกเป็นผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญาพ.ศ. ๒๕๔๔ ซึ่งกฎหมายฉบับดังกล่าว เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งได้บัญญัติรับรองสิทธิในการได้รับความช่วยเหลือจากรัฐของบุคคล ๒ กลุ่ม ดังนี้

           ๑. ผู้เสียหาย หมายถึง บุคคลซึ่งได้รับความเสียหาย ได้รับบาดเจ็บทางร่างกาย จิตใจ หรือถึงแก่ความตายเนื่องจากถูกทำร้าย ถูกฆ่าตาย ถูกลูกหลง       ถูกทำให้แท้งลูก ถูกข่มขืน ถูกกระทำอนาจาร เนื่องจากการกระทำความผิดอาญาของผู้อื่น และต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดนั้น 

          ๒. จำเลย หมายถึง บุคคล ซึ่งถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาและถูกคุมขังในระหว่างที่ศาลพิจารณาคดี ต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิดและมีการถอนฟ้องระหว่างการดำเนินคดีหรือมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ยกฟ้องจำเลย โดยข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยมิได้กระทำความผิด

               การพิจารณาจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้เสียหาย จะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะกรรมการพิจารณาจ่ายค่าตอบแทนฯ โดยคำนึงถึงพฤติการณ์แห่งคดี ความเดือดร้อนที่ผู้เสียหายได้รับและโอกาสที่ผู้เสียหายจะได้รับการชดเชยจากทางอื่นประกอบด้วย

           ทั้งนี้จากภารกิจดังกล่าวของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จึงได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อส่งเสริมและให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศทั้ง ๙ ภาค ซึ่งครั้งนี้เป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ ๔

           รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า เนื่องจากปัจจุบันกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้ขอความอนุเคราะห์ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติแจ้งพนักสอบสวนทั่วประเทศให้ดำเนินการแจ้งสิทธิให้กับ

ผู้เสียหายหรือทายาทผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.๒๕๔๔ ซึ่งต่อมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีหนังสือไปยังหน่วยงานในสังกัด    ทุกหน่วยงานให้ทราบและถือปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว ดังนั้น กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จึงจัดโครงการประชุมในครั้งนี้ เพื่อทำความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศ ได้รับทราบและเข้าใจถูกต้องตรงกัน และมีทิศทาง การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ ยังได้มีการเผยแพร่หลักการและสาระสำคัญของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี ซึ่งเป็นอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยตรง เนื่องจากอนุสัญญาฯมีวัตถุประสงค์ในการห้ามเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการทรมานเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล ข้อสนเทศ หรือคำรับสารภาพ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๐ ดังนั้น ประเทศไทยในฐานะภาคีอนุสัญญาฯ ก็มีหน้าที่จะต้องเผยแพร่ให้ความรู้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของอนุสัญญา ทั้งนี้ เพื่อจะได้นำไปปรับใช้กับการปฏิบัติงานต่อ

           อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ  กล่าวว่า  การช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ด้อยโอกาสได้รับการช่วยเหลือและเยียวยาอย่างสะดวกและรวดเร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกละเมิดสิทธิของผู้เสียหายการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายในคดีอาญาตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา      พ.ศ. ๒๕๔๔ ภายใต้บทบาทภารกิจของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวเป็นการรับรองสิทธิในการได้รับความช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐของบุคคลซึ่งได้รับความเสียหาย เนื่องจากการกระทำความผิดอาญาของผู้อื่น โดยตนมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดนั้น ซึ่งได้แก่ ความผิดเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย และเพศ เช่น ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกยิง ถูกแทง ถูกข่มขืน ฯ และไม่มีโอกาสได้รับการบรรเทาความเสียหายโดยทางอื่น ซึ่งที่ผ่านมายังมีสถิติผู้เสียหายที่มายื่นคำร้องขอรับค่าตอบแทนยังมีปริมาณค่อนข้างน้อย ของจำนวนผู้เสียหายที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้น กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จึงมีนโยบายเร่งด่วนในการให้ความรู้และขยายฐานการแจ้งสิทธิเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหาย ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญาพ.ศ. ๒๕๔๔ ให้กับพนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติทั้ง ๙ ภาคทั่วประเทศ

           ผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค 3 กล่าวว่า ปัจจุบันสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีการประสานความร่วมมือด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการแจ้งให้พนักงานสอบสวนทั่วประเทศดำเนินการแจ้งสิทธิให้แก่ผู้เสียหายหรือทายาทผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.๒๕๔๔ ในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ภาค ๕ ความผิดลักษณะ ๙ ความผิดเกี่ยวกับเพศ ชีวิต หรือร่างกาย พร้อมทั้ง ให้พนักงานสอบสวนติดตามตรวจสอบว่าหลังจากแจ้งสิทธิให้ผู้เสียหายหรือทายาทผู้เสียหายทราบแล้ว ได้ไปยื่นคำขอรับค่าตอบแทนผู้เสียหาย ณ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หรือสำนักงานยุติธรรมจังหวัด หรือหากไม่ได้ยื่นให้สอบถามปัญหาข้อขัดข้องแล้วรีบดำเนินการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาตามอำนาจหน้าที่ตามสมควรสำหรับการประชุมในวันนี้ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม จะได้มาทำความเข้าใจถึงแนวทางการดำเนินงานดังกล่าว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญทุกท่านต้องทราบและเข้าใจตรงกัน เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ยังสามารถนำไปถ่ายทอดให้กับเพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชายึดถือปฏิบัติต่อไป

          นอกจากนี้ ในการประชุมดังกล่าว มีการอภิปรายในหัวข้อ การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพแก่ประชาชนตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.๒๕๔๔โดยวิทยากร นางจันทร์ชม จินตยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานช่วยเหลือทางการเงินฯ ว่าที่ร้อยตรีธนกร สถานานนท์ รักษาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ และนายวรากร โสมนะพันธุ์ นักวิชาการยุติธรรมชำนาญการพิเศษ ดำเนินรายการโดย นายไพฑูรย์ สว่างกมล รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และ การอภิปรายในหัวข้อ อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี โดยวิทยากร อาจารย์รณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย นายสุรศักดิ์ ศรีสาร นักวิชาการยุติธรรมชำนาญการพิเศษ

 

*********************************

กลุ่มงานช่วยอำนวยการและสื่อสารองค์กร สำนักงานเลขานุการกรม

๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ 

กฤษณะ/ข่าว