กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม
A- A A+
วิสัยทัศน์ "สังคมรู้หน้าที่ เคารพสิทธิมนุษยชนและได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม" Vision “To respect and protect human rights, as well as promote social responsibility.” ค่านิยม T="Team work" O="Organization Of Learning" P="Professional" S="Service Mind" คติประจำกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ "คุ้มครองคน คุ้มครองสิทธิ สร้างวิถีชีวิต แห่งความเป็นธรรม"

 

 

 

 

          เมื่อวันศุกร์ที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๗) เวลา ๐๙.๐๐ น.  ณ  โรงแรมเอบีน่า เฮ้าส์ กรุงเทพมหานครนางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นประธานในพิธีเปิดการจัดสัมมนาทางวิชาการ ฐานความผิดใดควรยกเลิกโทษประหารชีวิตโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาว่าฐานความผิดใดในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ควรมีการเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิตเป็นโทษสถานอื่นตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลในการเป็นข้อมูลนำเสนอรัฐสภาพิจารณาต่อไป ซึ่งผู้เข้าร่วมประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิมนุษยชน กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้อง จำนวน ๓๐ คน สำหรับการจัดสัมมนาในครั้งนี้ จัดให้มีการสรุปผลการศึกษาความเป็นไปได้ของการยกเลิกโทษประหารชีวิต ตามแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฉบับที่ ๒โดย รศ.ดร. ศรีสมบัติ          โชคประจักษ์ชัด อาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมทั้งจัดเสวนาทางวิชาการในประเด็น ฐานความผิดใดควรยกเลิกโทษประหารชีวิตโดย รศ.ดร. ศรีสมบัติ โชคประจักษ์ชัด อาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล ดร. น้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด และผศ.ดร. นิตยา สำเร็จผล อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

          รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า แนวโน้มการใช้โทษประหารชีวิตในหลายประเทศทั่วโลก มีจำนวนลดลงเรื่อยๆกว่า ๑๔๐ ประเทศหรือ ๓ ใน ๔ ที่มีการยุติโทษประหารชีวิตทั้งในทางกฎหมายและทางปฏิบัติแล้ว เหลือเพียง ๕๘ ประเทศ หนึ่งในนั้นคือประเทศไทยที่ยังคงมีโทษประหารชีวิตอยู่ โดยเหตุผลสำคัญที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับการยกเลิกโทษประหารชีวิต เพราะเห็นว่า

          (๑) การประหารชีวิตขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน สิทธิในการมีชีวิตอยู่ และยังเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน         

          (๒) นักโทษประหารชีวิต โดยส่วนใหญ่เป็นคนจน คนด้อยโอกาส ซึ่งไม่มีเงินค่าจ้างทนายความที่มีฝีมือแก้ต่างในคดีให้กับตนเอง จึงไม่มีโอกาสต่อสู้คดีเพื่อให้ตนเองชนะได้

          (๓) ระบบยุติธรรมทางอาญาย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดการเลือกปฏิบัติและตัดสินคดีที่ผิดพลาด ไม่มีระบบใดที่จะสามารถตัดสินได้อย่างเป็นธรรม สม่ำเสมอ โดยอาจมีข้อบกพร่อง ในการที่จะจับผิดตัวหรือตัดสินผิดพลาด แต่หากเราตัดสินประหารชีวิตไปแล้ว เขาผู้นั้นไม่มีโอกาสได้อยู่ในโลกนี้ต่อไป

          (๔) การประหารชีวิตไม่ได้ยับยั้งอาชญากรรมรุนแรงหรือทำให้สังคมปลอดภัยหรือเกรงกลัวไม่กล้ากระทำผิด กลับยิ่งจะทำให้สังคมเกิดความเลวร้ายมากขึ้น เพราะเกิดพฤติกรรมเลียนแบบและชั่งน้ำหนักว่าแม้จะตัดสินโทษร้ายแรงแต่ก็คุ้มค่าต่อสิ่งที่ตนกระทำ

          ดังนั้น การยุติการประหารชีวิตไม่ใช่การยกเลิก หรือสนับสนุนให้ผู้กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษ

แต่เป็นการยุติการลงโทษที่ไม่คุ้มค่าไม่สมเหตุสมผล และยังเป็นการลงโทษที่โหดร้าย ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อีกทั้งลดความเสี่ยงที่โทษประหารชีวิตจะถูกนำไปใช้กับผู้บริสุทธิ์แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนส่งผลกระทบโดยตรงต่อความรู้สึกของประชาชนโดยรวม และอีกมุมหนึ่งประเทศไทยก็ถูกแรงกดดันจากนานาประเทศให้ต้องยกเลิกโทษประหารชีวิตด้วย เพราะเป็นเพียง ๑ ใน ๕๘ ประเทศเท่านั้นในโลกที่ยังคงใช้โทษประหารชีวิตอยู่ เราคงไม่อาจอยู่เป็นประเทศเดียว  ในโลกที่จะไม่คบค้าสมาคมกับใครก็คงเป็นไปไม่ได้ อะไรที่จะเป็นสิ่งดี เราก็จะนำมาพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป  ดังนั้น กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จึงได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล และภาคีเครือข่ายได้แก่ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย สำนักกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย จับมือร่วมกันรณรงค์ เปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิตตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลให้เป็นไปตามแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติโดยเริ่มจากการ (๑) ศึกษา วิจัย ข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ (๒) การสร้างความรู้ ความเข้าใจและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนกลุ่มเป้าหมาย (๓) การรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ และ (๓) การหารือในระดับนโยบายกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการตัดสินประหารชีวิต

          นอกจากนี้ที่ผ่านมา กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ลงพื้นที่ทั้ง ๔ ภูมิภาค กรุงเทพมหานครและการรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ กลุ่มเป้าหมายจำนวน ๒,๓๗๔ คน ซึ่งส่วนใหญ่เกินกว่ากึ่งหนึ่ง ก็ยังคงเห็นว่า โทษประหารชีวิตยังจำเป็นต่อสังคมไทยอยู่และเป็นที่น่าสังเกตภายหลังจากการลงพื้นที่ ได้มีการให้ความรู้ก่อนและหลังเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งมีผลต่อความคิดเห็น ทำให้เกิดความลังเลของกลุ่มเป้าหมาย ที่น่าสนใจคือ หากมีการสร้างความเข้าใจมากขึ้นค่าตัวเลขความคิดเห็นอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งจะแตกต่างจากการรับฟังความคิดเห็นทางเว็บไซต์ที่ไม่ได้มีการให้ความรู้ก่อนค่าตัวเลข ความคิดเห็นจะค่อนข้างสูงที่ยังคงโทษประหารชีวิตอยู่และที่สำคัญกลุ่มเป้าหมายโดยส่วนใหญ่ ยังเห็นว่าหากยังคงโทษประหารชีวิตอยู่ใน ๕๕  ฐานความผิดตามกฎหมายมีจำนวนที่มากจนเกินไป ที่ต้องได้รับการยกเลิกและปรับปรุงแก้ไขบ้าง โดยให้มีโทษประหารชีวิตแต่เฉพาะคดีอุกฉกรรจ์และความผิดอาชญากรรมรุนแรงเท่านั้น

          สำหรับการประชุมสัมมนาทางวิชาการในคร้งนี้ มีข้อสรุปดังนี้

๑)       ฐานความผิดอุจฉกรรจ์ควรมีโทษประหารชีวิต

๒)       ฐานความผิดที่ประสงค์ต่อทรัพย์สิน ควรพิจารณาเปลี่ยนแปลงโทษได้

๓)       คดีความผิดยาเสพติดอาจเปลี่ยนแปลงให้ศาลมีดุลพินิจ

๔)       ควรพิจารณาถึงปัจจัยอื่น สภาพแวดล้อมต่างๆนำมาประเด็นในการพิจารณาตัดสินโทษ

๕)       สังคมยังขาดความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิต

๖)       นานาประเทศให้การสนับสนุนในประเด็นการเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิต ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ดีที่ประเทศไทยควรจะมีการเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิต ดังนั้นฐานความผิดในการยกเลิกโทษประหารชีวิตทั้ง ๕๕ ฐานความผิดมีจำนวนมากเกินไปที่ประชุมเห็นควรมีการทบทวนให้ครอบคลุมเพื่อปรับปรุงข้อกฎหมายต่อไป

**************************************

กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม

 

๘ สิงหาคม ๒๕๕๗ จินตนาถ-ภาพ/วรวุฒิ-ข่าว