กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม
A- A A+
วิสัยทัศน์ "สังคมรู้หน้าที่ เคารพสิทธิมนุษยชนและได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม" Vision “To respect and protect human rights, as well as promote social responsibility.” ค่านิยม T="Team work" O="Organization Of Learning" P="Professional" S="Service Mind" คติประจำกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ "คุ้มครองคน คุ้มครองสิทธิ สร้างวิถีชีวิต แห่งความเป็นธรรม"

97

วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๙) เวลา ๐๙.๐๐ น. ณ ห้องเมจิก ๓ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ นางกรรณิการ์ แสงทอง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน โดยมี นางจันทร์ชม จินตยานนท์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นผู้กล่าวรายงาน โดยมีกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้แทนจากภาครัฐ  ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน องค์กรระหว่างประเทศ NGOs ประชาชน และสื่อมวลชน รวมทั้งสิ้นกว่า ๒๐๐ คน เข้าร่วม

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ จัดขึ้นร่วมกันระหว่าง กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Representative of Thailand to ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights-AICHR) และเครือข่ายโกลบอล คอมเพ็ก ประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินงานด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับหลักการสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับผลการดำเนินงานด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของภาคส่วนต่างๆ พร้อมทั้งวางแผนการขับเคลื่อนงานด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนร่วมกับทุกภาคส่วน

      รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน จะเห็นได้ว่านานาประเทศต่างพยายามแข่งขันกันพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของคนภายในประเทศ ซึ่งผลจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบทั้งทางด้านบวกและด้านลบ กล่าวคือ ในเชิงบวก การพัฒนาทางเศรษฐกิจย่อมทำให้เกิดรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย หรือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่ในขณะเดียวกัน การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจดังกล่าวอาจส่งผลให้เกิดปัญหาการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกัน การเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น สิทธิด้านแรงงาน สิทธิในที่ดินทำกิน สิทธิในทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจ/โครงการ/กิจการขนาดใหญ่หลายกรณีส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกระทบต่อความเป็นอยู่ของชุมชนท้องถิ่น จึงเกิดการเรียกร้องให้ผู้ดำเนินธุรกิจรับผิดชอบต่อผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนดังกล่าว ซึ่งสถานการณ์ข้างต้นนำมาสู่การตื่นตัวของประชาคมระหว่างประเทศในการสร้างมาตรฐานระหว่างประเทศ เพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจขึ้น จนกระทั่งนำมาสู่การกำหนดหลักการชี้แนะสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ตามกรอบงานขององค์การสหประชาชาติในการคุ้มครอง เคารพ และเยียวยา (The UN Guiding Principles on Business and Human Rights : Implementing the Protect,Respect, Remedy Framework– UNGP)  ในปี ค.ศ. ๒๐๑๑ เพื่อกำหนดความสัมพันธ์ หน้าที่ของรัฐ และความรับผิดชอบของภาคธุรกิจในการปกป้อง คุ้มครอง และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนจากการประกอบธุรกิจ นอกจากนี้ ประเด็นธุรกิจและสิทธิมนุษยชนยังเป็นประเด็นที่สหประชาชาติให้ความสำคัญ โดยได้มี การจัดตั้งกลไกพิเศษ (Special procedure) ภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council – HRC) เพื่อดูแลประเด็นด้านนี้โดยเฉพาะ คือ คณะทำงานว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและความร่วมมือและธุรกิจข้ามชาติ (Working Group on the issue of human rights and transnational corporations and other business enterprises)

สำหรับประเทศไทยนั้น จากสถิติข้อร้องเรียนของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในช่วงปีที่ผ่านมาพบว่าข้อร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งรัฐบาลมีความตระหนักในเรื่องนี้ รวมทั้งมีความพยายามในการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยเห็นได้จากการทบทวนสถานการณ์ สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยภายใต้กระบวนการ Universal Periodic Review (UPR) รอบที่ ๒ ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ประเทศไทยได้ให้คำมั่นโดยสมัครใจ (Voluntary Pledge) และยอมรับข้อเสนอแนะจากประเทศต่างๆ ที่เสนอให้ประเทศไทยพัฒนา จัดทำ และดำเนินการตามแผนปฏิบัติการชาติ ว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (National Action Plan on Business and Human rights - NAP) เพื่ออนุวัติการตามหลักการ UNGP นอกจากนั้น คณะรัฐมนตรียังได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๙ เห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้ ๑) เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ UNGP ๒) ผลักดันให้ภาคเอกชนมีมาตรการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ๓) ใช้เครื่องมือเชิงนโยบายระบุสาระด้านสิทธิมนุษยชน หรือมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำ NAP และ ๔) แสดงบทบาทนำในกลไกระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอาเซียนให้มีการรับรองหลักการ UNGP โดยในเบื้องต้น กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานเพื่อผลักดันให้เกิดการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจต่อไป

รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า การประชุมระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับ สิทธิมนุษยชนในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากกระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้รับมอบหมายตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๙ ให้เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบอยู่เดิม และกระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบกลไก Universal Periodic Review (UPR) ร่วมกับกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ โดยที่ผ่านมาประเทศไทยได้เข้ารับการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนตามกลไก UPR รอบที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ซึ่งผลการทบทวนฯ ดังกล่าว ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับข้อเสนอแนะจากประเทศต่างๆ จำนวน ๒๔๙ ข้อ ซึ่งประเทศไทยได้พิจารณาตอบรับ ๑๘๗ ข้อ และให้คำมั่นโดยสมัครใจ (Voluntary Pledges) จำนวน ๗ ข้อ โดยหนึ่งในประเด็นที่สำคัญ คือ การส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจ โดยการพัฒนา รับรอง และบังคับใช้แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (The UN Guiding Principles on Business and Human Rights – UNGP) สำหรับการดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวของภาครัฐนั้น จะสำเร็จได้ด้วยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่จะต้องร่วมกันป้องกันและเฝ้าระวังการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการพัฒนา หรือการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจจะเป็นภาคส่วนสำคัญที่จะช่วยลดการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนต่อสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งแนวทางในการดำเนินงานของประเทศไทย ควรจะกำหนดเป็นรูปแบบใด หรือควรปรับใช้มาตรการอย่างไรจึงจะเหมาะสมนั้น ยังคงเป็นข้อท้าทายที่จะต้องร่วมกันพิจารณาต่อไป ซึ่งการประชุมฯ ในวันนี้จะช่วยให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และเป็นประโยชน์กับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ซึ่งจะช่วยพัฒนาการดำเนินงานของประเทศไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของโลกตามที่กำหนดไว้ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ต่อไป

******************************

กลุ่มงานช่วยอำนวยการและสื่อสารองค์กร สำนักงานเลขานุการกรม

๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๙ /มนัส/พบพร-ภาพ/วรวุฒิ/อุษา-ข่าว