Print
Parent Category: สำนักงานเลขานุการกรม
Hits: 1036

251

วันอังคารที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๙) เวลา ๑๐.๐๐ น. ณ ห้องเมจิก ๓ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์คอนเวนชั่น ถนนกำแพงเพชร ๖ กรุงเทพฯ นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเผยแพร่ผลการทบทวนรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยตามกลไก Universal Periodic Review (UPR) โดยมี นางกรรณิการ์ แสงทอง อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นผู้กล่าวรายงานและได้รับเกียรติจาก นายธานี ทองภักดี เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส รายงานผลการนำเสนอรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยตามกลไก UPR รอบที่ ๒ : มุมมองจากคณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา นางปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล ผู้ประสานงานเครือข่ายความร่วมมือของภาคประชาสังคม เพื่อการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย (Thai CSOs Coalition for the UPR) และการประชุมกลุ่มย่อยเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะที่ได้รับจากกลไก UPR รอบที่ ๒ (๑.ประเด็นสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และประเด็นสิทธิของกลุ่มเปราะบาง และ ๒.ประเด็นสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง) โดยนายพิทยา จินาวัฒน์ ที่ปรึกษาด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพ และมี นางกาญจนา ภัทรโชค รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ  เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการและประชาชน จำนวน ๑๒๐ คน เข้าร่วม    

อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการที่ประเทศไทยได้จัดทำรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยตามกลไก UPR ฉบับที่ ๒ ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และได้จัดส่งรายงานประเทศฯ ฉบับที่ ๒ ดังกล่าว ไปยังสหประชาชาติแล้ว เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙  และคณะผู้แทนไทยโดยการนำของท่านปลัดกระทรวงยุติธรรมได้เดินทางไปนำเสนอรายงานด้วยวาจาต่อคณะทำงาน UPR สมัยที่ ๒๕ เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ซึ่งผลจากการนำเสนอรายงานประเทศฯ ดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยได้รับข้อเสนอแนะจากประเทศต่าง ๆ จำนวน ๒๔๙ ข้อ ซึ่งไทยตอบรับทันที จำนวน ๑๘๑ ข้อ และนำกลับมาพิจารณาเพิ่มเติม จำนวน ๖๘ ข้อ ดังนั้น เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยตามกลไก UPR รอบที่ ๒ ให้กับภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคประชาสังคมซึ่งมีส่วนร่วมสำคัญในกระบวนการ UPR มาโดยตลอด กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จึงได้ร่วมกับกรมองค์การระหว่างประเทศ จัดการประชุมวันนี้ขึ้น เพื่อให้ผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ ได้รับทราบถึงผลการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทย ตลอดจนข้อห่วงกังวลต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยจากนานาประเทศ รวมทั้งแจ้งให้ทราบถึงพัฒนาการในการดำเนินงานของหน่วยงานราชการไทย เพื่อจะได้มีความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน   และร่วมมือกันในการขับเคลื่อนงานด้านสิทธิมนุษยชนในทุกมิติอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป 

นอกจากนั้น การประชุมในวันนี้ยังถือเป็นหนึ่งในกระบวนการ UPR ภายในประเทศ โดยเป็นการจัดเวทีเพื่อเปิดโอกาสให้ภาครัฐและภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ได้มีโอกาสในการหารือร่วมกัน เพื่อพิจารณาแนวทางดำเนินงานตามข้อเสนอแนะที่ได้รับจากกลไก UPR รอบที่ ๒ อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่เราได้รับเกียรติจากท่านเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา (ท่านธานี  ทองภักดี) มาร่วมสะท้อนมุมมองจากคณะผู้แทนถาวรไทยฯ ต่อผลการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยด้วย

ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การดำเนินงานของประเทศไทยตามกลไก UPR รอบที่ ๒ ได้เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.  ๒๕๕๕ – ๒๕๕๙ ซึ่งเป็นกระบวนการจัดทำรายงานโดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนผ่านการลงพื้นที่รับฟังความเห็น เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการยกร่างรายงาน พร้อมทั้งได้นำร่างรายงานดังกล่าวไปลงพื้นที่รับฟังข้อเสนอแนะ เพื่อนำมาปรับปรุงรายงานให้มีความสมบูรณ์ และจัดประชุมใหญ่เพื่อหารือร่วมกับภาคประชาสังคมอีกครั้ง ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและส่งรายงานไปยังสหประชาชาติเมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ จากนั้น คณะผู้แทนไทยโดยการนำของกระผม ได้นำเสนอรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยตามกลไก UPR ในการประชุมคณะทำงาน UPR สมัยที่ ๒๕ ซึ่งบรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ทั้งนี้ ผลจากการนำเสนอรายงานปรากฏว่าไทยได้รับข้อเสนอจากประเทศสมาชิกสหประชาชาติรวมทั้งสิ้น ๒๔๙ ข้อ ซึ่งไทยตอบรับทันที จำนวน ๑๘๑ ข้อ และนำกลับมาพิจารณาเพิ่มเติม จำนวน ๖๘ ข้อ โดยส่วนมากข้อเสนอแนะที่ไทยตอบรับ คือ การพัฒนางานด้านการศึกษา สาธารณสุข การคุ้มครองกลุ่มผู้เปราะบางต่างๆ เช่น เด็ก สตรี คนพิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และข้อเสนอแนะที่ไทยขอรับกลับมาพิจารณา คือ ข้อเสนอที่เกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การจำกัดเสรีภาพ ที่กระทบต่อ  ความสงบเรียบร้อยของประชาชน การยกเลิกโทษประหารชีวิต การใช้ศาลทหาร และการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

สำหรับกระบวนการภายหลังจากการนำเสนอรายงานนั้น กระทรวงยุติธรรมและกระทรวงการต่างประเทศได้ร่วมกันจัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง เพื่อแจ้งให้ทราบถึงผลการทบทวนรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทย ตามกลไก UPR รวมทั้งพิจารณาข้อเสนอแนะที่ไทยรับกลับมาพิจารณาเพิ่มเติม ซึ่งผลจากการพิจารณา สรุปได้ว่าประเทศไทยจะรับข้อเสนอแนะเพิ่มเติมอีกจำนวน ๖ ข้อ ดังนี้

      ๑. พิจารณาการให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ ๑๘๙ (ILO Convention No. 189) (ฟิลิปปินส์)

   ๒. จัดตั้งหน่วยงานอิสระเพื่อตรวจสอบข้อกล่าวหาการทรมานทั้งหมด ซึ่งรวมถึงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม (แคนาดา)

      ๓. ลดระดับการใช้โทษประหารชีวิตเพื่อที่จะยกเลิกโทษประหารชีวิตต่อไป (ฝรั่งเศส)

      ๔. ดำเนินการตามข้อ ๘๓-๘๕ ของมาตรฐานขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง หรือ “ข้อกำหนดแมนเดลลา” ซึ่งกำหนดให้จัดตั้งหน่วยตรวจสอบภายนอกที่เป็นอิสระที่สามารถเข้าถึงผู้ต้องขังทุกประเภทในเรือนจำทุกแห่งที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงยุติธรรม (สหราชอาณาจักร)  

๕. กลุ่มสิทธิของกลุ่มต่างๆ ดำเนินการแก้ไขปัญหาความรุนแรงและการกดขี่ทางเพศในทุกรูปแบบเพิ่มเติมด้วยการทบทวนข้อบทที่เกี่ยวข้องในประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว (คีร์กีซสถาน)

      ๖. ยกเลิกข้อบทของกฎหมายที่ระบุว่าสามารถปรับลดอายุขั้นต่ำของการสมรสให้เป็น ๑๓ ปี กรณีที่เด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศ และสามารถสมรสกับผู้ที่ล่วงละเมิดทางเพศได้ (ติมอร์-เลสเต) รวมจำนวนข้อเสนอแนะที่ประเทศไทยรับทั้งสิ้นจำนวน ๑๘๗ ข้อ ไม่รับ ๖๒ ข้อ คิดเป็นร้อยละ ๗๕.๑๐ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบผลการพิจารณาข้อเสนอแนะเพิ่มเติมดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๙

สำหรับการดำเนินการภายหลังจากนี้ คณะผู้แทนไทย โดยท่านธานี ทองภักดี เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา จะได้แจ้งผลการพิจารณาข้อเสนอแนะเพิ่มเติมให้สหประชาชาติทราบในการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ ๓๓ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่๒๓ กันยายน ๒๕๕๙ พร้อมกันนี้ กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ มีแผนจะดำเนินการจัดประชุมในระดับภูมิภาคเพื่อเผยแพร่ข้อเสนอแนะที่ไทยได้รับจากกระบวนการ UPR รอบที่ ๒ ให้สาธารณชนรับทราบต่อไป ในปี ๒๕๖๐ กระบวนการ UPR เป็นกลไกที่มีจุดเด่นในเรื่องของการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนและเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของประชาชนทุกคน อย่างไรก็ตาม กระบวนการ UPR จะสามารถส่งผลต่อการพัฒนาสิทธิมนุษยชนของประเทศในอนาคตมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การประชุมในวันนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่ภาครัฐและภาคประชาสังคมจะได้หารือร่วมกันเพื่อทบทวนผลการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยทั้งในส่วนของพัฒนาการปัญหา ข้อท้าทาย และร่วมกันพิจารณาแนวทางดำเนินการตามข้อเสนอแนะที่ไทยได้รับจากกลไก UPR อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยต่อไป ซึ่งกระผมในนามของกระทรวงยุติธรรม มีความยินดีที่จะรับฟังทุกข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน เพื่อจะได้นำไปพัฒนางานด้านสิทธิมนุษยชนให้มีมาตรฐานทัดเทียมกับสากลต่อไป

**************************

กลุ่มงานช่วยอำนวยการและสื่อสารองค์กร สำนักงานเลขานุการกรม

๑๓ กันยายน ๒๕๕๙/อุษา-มนัส/ภาพ-ข่าว