Print
Parent Category: สำนักงานเลขานุการกรม
Hits: 945

 13669837 1756449357957520 2123283299021274810 n13782017 1756449154624207 4579507895479718580 n

13882507 1756449094624213 1191909116306004793 n13686727 1756449151290874 1057144282491640136 n

           วันนี้ (วันศุกร์ที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๙) เวลา ๑๑.๐๐ น. ณ ห้องประชุมกระทรวงยุติธรรม ๒ ชั้น ๘ นางกรรณิการ์ แสงทอง อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นประธานในการ แถลงข่าวข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับ ร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีการลงประชามติในวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ นี้
          อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า “ตามที่ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 เว็บไซต์ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights : OHCHR) ได้เผยแพร่ความเห็นของผู้เสนอรายงานพิเศษว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกเกี่ยวกับการแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีการลงประชามติ ในวันที่ 7 สิงหาคม ๒๕๕๙ นี้
กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ได้กำหนดหลักประกันเสรีภาพ ในการแสดงออกและการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธกรณีระหว่างประเทศ ที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว โดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 เป็นกฎหมายที่รองรับหลักประกันดังกล่าว ทั้งยังเป็นกฎหมายสำคัญที่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งใช้ในการดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ การเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ และคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ การออกเสียงประชามติ และการประกาศผลการ ออกเสียงประชามติให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ มาตรา 61 ของพระราชบัญญัติว่าด้วย การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มีเจตนารมณ์ในการรับรองสิทธิของ ชนชาวไทย ในการแสดงความคิดเห็นโดยการออกเสียงประชามติ โดยจะต้องไม่มีผู้ใดแทรกแซงด้วยการก่อความวุ่นวาย ก่อให้การออกเสียงเกิดความไม่เรียบร้อย 

          การที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ จำเป็นต้องมีบทกำหนดความผิดและโทษทางอาญาสำหรับผู้ที่ก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงประชามติไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตามบทบัญญัติมาตรา 61 วรรคสอง นั้น เป็นการกำหนดโดยคำนึงถึงความจำเป็นตามหลักของกฎหมาย เพื่อป้องกันการแสดงความคิดเห็นอันมีความมุ่งหวังเพื่อให้ผู้ที่มีสิทธิไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง รวมทั้งการก่อความวุ่นวาย อันจะส่งผลกระทบต่อความสงบสุขและความปลอดภัยของสังคมในภาพรวม โดยมีเจตนารมณ์เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชน ตลอดจนเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั่วไปที่ประสงค์จะร่วมการลงประชามติ รวมทั้งแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ร่างรัฐธรรมนูญโดยสุจริต ซึ่งสอดคล้องกับหลักนิติธรรม และหลักสิทธิมนุษยชนสากล ทั้งนี้ บทบัญญัติฯ ดังกล่าวมีผลบังคับใช้เป็นการทั่วไป มิได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจง
          ทั้งนี้ มาตรา 61 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อบทที่ 19 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (ก) และเป็นไปตามโดยชอบด้วยกฎหมายดังคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ”


******************************


กลุ่มงานช่วยอำนวยการและสื่อสารองค์กร สำนักงานเลขานุการกรม
๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๙ / พบพร,มนัส-ภาพ อุษา -ข่าว