Print
Parent Category: สำนักงานเลขานุการกรม
Hits: 1189

 

          เมื่อวันพุธที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๕  เวลา ๐๙.๐๐ น. ณ ห้องแกรนด์ฮอลล์ ๑ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ พล.ต.อ.ประชา  พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การคุมขังจำเลย ผู้ต้องโทษ และผู้ต้องขังทางการเมือง รวมทั้งการใช้เครื่องพันธนาการต่อผู้กระทำความผิดโดยมี พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นผู้กล่าวรายงาน ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วย บุคลากรในกระบวนการยุติธรรม คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมาธิการวุฒิสภา นักวิชาการ องค์กรภาคประชาชน และประชาชนทั่วไป รวมทั้งสิ้นจำนวน ๑๘๐ คน

          สืบเนื่องจาก ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญในเรื่องสิทธิในกระบวนการยุติธรรม จึงได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ หมวด ๓ ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย อาทิ บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญาเว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ในคดีอาญาต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิดก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิดจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสม ในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งต้องได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม มีโอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ การตรวจสอบหรือได้รับทราบพยานหลักฐานตามสมควร การได้รับความช่วยเหลือในทางคดีจากทนายความ และการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว รวมทั้งสิทธิได้รับการคุ้มครองและความช่วยเหลือที่จำเป็นและเหมาะสมจากรัฐ

          อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า จากการที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม มีภารกิจในด้านการส่งเสริม คุ้มครอง และสร้างหลักประกันด้านสิทธิและเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน โดยการพัฒนาระบบและมาตรการส่งเสริมการเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายและสิทธิและเสรีภาพแก่ประชาชน รวมถึงการประสานงาน และส่งเสริมความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้น กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม จึงร่วมกับคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จัดโครงการสัมมนาดังกล่าวขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดเวทีระดมความคิดเห็น จากทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม นักวิชาการ องค์กรภาคประชาชน และประชาชนทั่วไป รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ได้ตระหนักและเห็นความสำคัญเกี่ยวกับสิทธิการคุมขังจำเลยผู้ต้องโทษ และผู้ต้องขังทางการเมือง รวมทั้งการใช้เครื่องพันธนาการต่อผู้กระทำผิด เพื่อร่วมกันหาแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสมให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ และตามหลักสิทธิมนุษยชน

          รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า จากการรับฟังคำกล่าวรายงาน นับว่าเป็นสิ่งที่น่ายินดียิ่งสำหรับผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่าน ที่มีโอกาสได้เข้ารับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เกี่ยวกับสภาพความเป็นจริง ในการปฏิบัติต่อจำเลย ผู้ต้องหา และผู้ต้องขังทางการเมือง รวมทั้งการใช้เครื่องพันธนาการต่อผู้กระทำผิด ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งเสริมด้านสิทธิและเสรีภาพแล้ว ยังช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ได้ตระหนักและเห็นความสำคัญในหลักการและแนวทางการปฏิบัติเพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ รวมถึงมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเข้าใจร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้มากยิ่งขึ้นต่อไป

          ทั้งนี้ ในการสัมมนาดังกล่าว มีการอภิปรายในหัวข้อการคุมขังจำเลย ผู้ต้องโทษ และผู้ต้องขังทางการเมือง รวมทั้งการใช้เครื่องพันธนาการผู้กระทำความผิด และการอภิปรายพร้อมเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ประเด็นถาม-ตอบ สภาพความเป็นจริงในการปฏิบัติต่อการคุมขังจำเลย ผู้ต้องโทษ และผู้ต้องขังทางการเมือง โดยวิทยากร พล.ต.อ.วิรุฬห์ พื้นแสน ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์  เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ น.พ.นิรันดร์  พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นางลาวัลย์  อ่อนสำลี ผู้อำนวยการกองนิติการ กรมราชทัณฑ์ และดร.สุนัย จุลพงศธร ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ดำเนินรายการโดย นายกิตติ สิงหาปัด ผู้ประกาศข่าว สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง ๓ นอกจากนี้ ภายหลังจากการเสวนาได้เสร็จสิ้นลง อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้ให้สัมภาษณ์ (ถ่ายทอดเสียง) ผ่านรายการ วิทยุรัฐสภาของสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ในครั้งนี้ด้วย

 

*****************************

กลุ่มงานสื่อสารองค์กร สำนักงานเลขานุการกรม

๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๕