กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม
A- A A+
วิสัยทัศน์ "สังคมรู้หน้าที่ เคารพสิทธิมนุษยชนและได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม" Vision “To respect and protect human rights, as well as promote social responsibility.” ค่านิยม T="Team work" O="Organization Of Learning" P="Professional" S="Service Mind" คติประจำกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ "คุ้มครองคน คุ้มครองสิทธิ สร้างวิถีชีวิต แห่งความเป็นธรรม"

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๖ เวลา ๑๔.๐๐ น. ณ ห้องประชุมสำนักงานคุ้มครองพยาน ชั้น ๖ พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์  เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นประธานการประชุมหารือ เพื่อเตรียมการลงพื้นที่โครงการศึกษาความเป็นไปได้ของการยกเลิกโทษประหารชีวิต ตามแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ ๒ โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล และภาคีเครือข่ายการทำงาน ทั้งในและต่างประเทศ โดยมี นางสาวปิติกาญจน์  สิทธิเดช รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ นายสมชาย คมกริส ผู้อำนวยการกองส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพ พร้อมด้วย หน่วยงานภาคีเครือข่าย ได้แก่  นายสมชาย หอมลออ และนางสาวปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล ประธานและผู้อำนวยการแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ดร.แดนทอง บรีน สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.) นายศราวุฒิ ประทุมราช นายพิทักษ์ เกิดหอม ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และที่ปรึกษาโครงการ รองศาสตราจารย์ ดร. ศรีสมบัติ โชคประจักษ์ชัดและคณะ เข้าร่วม

สำหรับการประชุมหารือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมการลงพื้นที่รณรงค์ให้ประเทศไทย เปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิตตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลสืบเนื่องจากกว่า ๑๔๐ ประเทศ หรือ ๓ ใน ๔ ของประเทศทั่วโลก ได้มีการยกเลิกโทษประหารชีวิตทั้งทางกฎหมายและ ทางปฏิบัติ ซึ่งที่ทั่วโลกรณรงค์และยกเลิก เพราะเห็นว่า

๑) การประหารชีวิตถือว่าขัดหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในการมีชีวิตอยู่ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะยกเลิกหรือสนับสนุนให้คนกระทำผิดไม่รับโทษ เพียงแต่เห็นว่าการประหารชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่า สมเหตุสมผลและยังเป็นการลงโทษที่โหดร้าย ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเสี่ยงต่อการประหารชีวิตคนบริสุทธิ์

๒) นักโทษประหารชีวิต โดยส่วนใหญ่เป็นคนจน คนด้อยโอกาส ซึ่งไม่มีเงินค่าจ้างทนายความที่มีฝีมือแก้ต่างในคดีให้กับตนเอง จึงไม่มีโอกาสในการที่จะต่อสู้คดีเพื่อให้ตนเองชนะได้

๓) ระบบยุติธรรมทางอาญาย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดการเลือกปฏิบัติและตัดสินคดีที่ผิดพลาด ไม่มีระบบใดที่จะสามารถตัดสินได้อย่างเป็นธรรม สม่ำเสมอ โดยอาจมีข้อบกพร่องในการที่จะจับผิดตัวหรือตัดสินผิดพลาด แต่หากเราตัดสินประหารชีวิตไปแล้ว เขาผู้นั้นจะไม่มีโอกาสได้อยู่ในโลกนี้ต่อไป

๔) การประหารชีวิตไม่ได้เป็นแนวทางที่จะยับยั้งอาชญากรรมที่เกิดขึ้นได้จริงในสังคมให้มีความปลอดภัยหรือทำให้คนเกรงกลัวไม่กล้าที่จะกระทำผิดได้จริง จะยิ่งทำให้สังคมเกิดความเลวร้ายมากขึ้น เพราะเกิดพฤติกรรมเลียนแบบและช่างน้ำหนักว่าแม้จะตัดสินโทษร้ายแรงแต่ก็คุ้มค่าต่อสิ่งที่ตนกระทำ ที่ต้องหาหนทางอื่นมาแก้ไขปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทยก็เป็น ๑ ใน ๕๘ ประเทศ ที่ยังคงใช้โทษประหารชีวิตอยู่ ดังนั้นกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ซึ่งตระหนักและเห็นความสำคัญในการพัฒนางานด้านสิทธิมนุษยชน จึงทำการศึกษาความเป็นได้ของการยกเลิกโทษประหารชีวิตตามแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 2 ขึ้น เพื่อเป็นการยกระดับงานด้านสิทธิมนุษยชนให้ก้าวหน้าทัดเทียมนานาประเทศ รวมถึงการพัฒนางานด้านสิทธิมนุษยชนให้มีภาพลักษณ์ที่ดีและได้รับการยอมรับในเวทีระหว่างประเทศต่อไป

******************************

กลุ่มงานช่วยอำนวยการและสื่อสารองค์กร สำนักงานเลขานุการกรม

๓ กันยายน ๒๕๕๖

 

อุษา/ข่าว